หมวดหมู่: สังคมทั่วไป

ปัญหาที่พบได้บ่อยของการทำงาน

ปัญหาที่พบได้บ่อยของการทำงาน

ในปัจจุบันนี้การทำงานนั้นจะเป็นสิ่งที่ได้มีความสำคัญอย่างมาก ปัญหาที่พบได้บ่อยของการทำงาน ซึ่งในหลายๆคนนั้นก็ได้มีการที่ทำงานหนักนั้นมากๆอีกด้วย และในการที่เราทำงานหนักมากๆจะไม่ค่อยมีเวลาที่จะทำการดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งจะมีการที่ส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา และสามารถที่จะทำให้เราเกิดโรคต่างๆนั้นขึ้นได้

และในการเกิดโรคนั้นสามารถที่จะเกิดได้โดยสาเหตุเหล่านี้ การที่เราพักผ่อนน้อย การกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และการที่เราไม่ได้มีการออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งในโรคที่สามารถทำการพบได้บ่อยในหมู่ผู้ที่ได้มีการทำงานหนักอย่างเป็นประจำนั้นก็คือ

  1. โรคออฟฟิซินโดรม

เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อยอย่างมาก สำหรับผู้ที่ได้มีการทำงานในออฟฟิศ และในโรคนี้นั้นได้มีการที่เกิดขึ้นมากจากการที่เราได้มีการนั่งอยู่ในบริเวณหน้าโต๊ะคอมนั้นเป็นเวลาที่นานมากๆ ซึ่งจะมีการที่เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ คอ ไหล่ หลัง และข้อมือ ซึ่งได้มีการอักเสบและไม่หายมาเป็นเวลาที่นานจนทำให้เกิดเป็นโรคนี้

 

  1. โรคภาวะซึมเศร้า

จะเป็นอาการทางจิตที่สามารถที่จะมีการเกิดขึ้นได้มีมากของคนวัยทำงาน และผู้ที่ได้มีการเป็นขโรคชนิดนี้นั้น ได้มีอยู่ไม่น้อยที่ได้เป็นโรคชนิดนี้ และโรคชนิดนี้นั้นจะเป็นโรคที่สามารถทำการเกิดขึ้นได้อย่างหลากหลายสาเหตุอีกด้วย เช่น การที่เราได้มีการเกิดความกดดันมากๆ และมีความเปลี่ยนแปลงของจิตใจมากๆ เป็นต้น ซึ่งเหตุผลเหล่านี้จะสามารถที่จะมีการเกิดขึ้นของอาการชนิดนี้ได้อย่างดี

  1. โรคความดันโลหิตสูง

ในการที่เราได้มีแรงกดดันสูงในการทำงานจะส่งผลให้เราได้มีความเครียดที่สูง ซึ่งจะมีการที่ส่งผลทำให้เรานั้นได้มีโอกาศที่จะเกิดโรคความดันนั้นได้ หรืออาจที่จะมีสาเหตุอื่นนั้นเข้ามาร่วมได้ แต่จะมีสาเหตุหลักนั้นก็คือ พันธุกรรมและพฤติกรรมในการที่เราได้มีการใช้ชีวิต ซึ่งการที่เราได้เป็นโรคความดันนั้น เราก็จะสามารถที่จะมีอาการอย่างอื่นนั้นเข้าเป็นส่วนร่วมก็ได้

 

  1. โรคประสาทและสมอง

เป็นโรคที่ได้มีความใกล้ตัวของผู้คนที่ได้มีการทำงานหนักมาๆ เพราะการที่ทำงานนั้นจะมีความเครียกที่เยอะมากๆ จึงทำให้สมองของเราได้มีการรับความเครียดที่หนักมากจนเกินไป และทำให้ประสาทของสมองนั้นมีปัญหา และได้มีการที่ส่งงานต่อส่วนต่างๆได้ไม่ดีเท่าที่ควร

 

สนับสนุนโดย.  เว็บหวย ไม่มี เลขเต็ม เลขปิด

เรื่องสุดแปลกในประเทศกัมพูชา

เรื่องสุดแปลกในประเทศกัมพูชา

เรื่องสุดแปลกในประเทศกัมพูชา อันดับแรก ประเทศคนอายุน้อย ในประเทศได้มีประชากรอยู่ประมาณ 66-67 ล้านคนโดยจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 39 ปีนั่นจึงเป็นคำที่เราได้ยินคำกล่าวที่ว่าใน 20-30 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัวแต่ทว่ากัมพูชานั้นต่างออกไปซึ่งจากประชากร 16.5 ล้านคน

ซึ่ง 1 ใน 3 เป็นคนที่มีอายุไม่เกิน15ปีและประชาชนทั้งประเทศก็มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 26 ปีนั่นจึงทำให้กัมพูชานั้นเต็มไปด้วยหนุ่มสาวและเหตุผลที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่ามันเป็นผลสืบเนื่องมาจากยยุคเขมรแดงที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1975-1979 ในตอนนั้นมีชาวกัมพูชาล้มตายเกือบ2ล้านคนจากประชากรที่มีอยู่ในขณะนั้นเพียง7.5ล้านคนเท่านั้น

อันดับที่สอง แต่งงาน กัมพูชาเป็นประเทศที่มีวัฒนาธรรมและขนบธรรมเนียมอันดีงามโดยในส่วนของพิธีการแต่งงานแบบดั้งเดิมนั้นพวกเขาจะใช้เวลาจัดงานทั้งสิ้น7วัน7คืนโดยสิ่งสำคัญจะอยู่ในวันสุดท้ายที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องแต่งตัวในชุดพระทองและนางนาค

โดยตามตำนานเขาได้กล่าวว่านางนาคเป็นพญาของนาคราชแห่งเมืองบาดาลที่ได้พบรักกับพระทองทำให้ทั้งสองต้องลงใจที่จะแต่งงานกันพญาราชที่เป็นบิดาของนางนาคจึงได้เนรมิตรเมืองกัมพูชาให้แก้ทั้งสองจากนั้นพระทองก็กลายมาเป็นกษัตริย์องค์แรกและถือแม้ว่าตำนานนี้ยังคงความสำคัญอยู่

แต่ในปัจจุบันก็ได้มีชาวกัมพูชาในจำนวนมากมายที่ได้ลดขั้นตอนต่างๆในพิธีแต่งงานลงจาก7วันก็จะเหลือ3บ้าง1วันบ้างซึ่งก็จะเป็นไปตามความสะดวกของยุคสมัยนั่นเอง

อันดับที่สาม ผู้ใหญ่ไม่รู้วันเกิด โดยทั่วไปแล้วไม่ว่าจะประเทศไหนต่างก็จัดงานฉลองวันเกิดและได้ให้ความสำคัญกับวันเกิดกันทั้งนั้น เรื่องสุดแปลกในประเทศกัมพูชา แต่นั่นก็ไม่ใช่ที่กัมพูชาเนื่องจากว่าที่นี่มีผู้คนมากมายที่ไม่รู้วันเกิดของตัวเองที่แน่นอนของตัวเองซึ่งคนส่วนใหญ่เหล่านี้จะเป็นผู้ใหญ่ไปจนถึงคนแก่

โดยส่วนมาจะอาศัยอยู่ตามชนบทจะจำได้เฉพาะปีเกิดเท่านั้นและเหตุผลที่เป็นแบบนี้ก็ต้องย้อนกลับไปในสมัยที่เขมรแดงยังเรืองอำนาจในยุคนั้นมีจำนวนคนมากมายที่เสียชีวิตไปทำให้เด็กจำนวนมากต้องสูญเสียคนในครอบครัวและไม่มีใครสามารถที่จะบกอวันเด็กที่แน่ชัดของเด็กเหล่านั้นได้และเด็กในวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันนี้นั่นเอง

อันดับที่สี่ นครวัด หนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากของกัมพูชาก็คือนครวัดซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสนสถานที่มีความสำคัญมากที่สุดของกัมพูชาและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมากเริ่มต้นก่อสร้างในศตวรรษที่12ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเทวลัยในศาสนาฮินดูเพื่ออุทิศให้แด่พระวิษณุ

จากนั้นเมื่อวันเวลาผ่านไปนครวัดก็ค่อนๆเปลี่ยนมาเป็นวัดในศาสนาพุทธและด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงามตามแบบฉบับดั้งเดิมจึงทให้นครวัดแห่งนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.    เว็บหวย ไม่อั้น จ่ายเต็ม

มิจฉาชีพ หากินรูปแบบใหม่ ด้วยการส่งของทั้งที่ไม่ได้สั่ง เรียกเก็บเงินปลายทาง

มิจฉาชีพ หากินรูปแบบใหม่ ด้วยการส่งของทั้งที่ไม่ได้สั่ง เรียกเก็บเงินปลายทาง

 

            ตอนนี้มีมิจฉาชีพที่ออกอาละวาดหลายรูปแบบด้วยกัน มิจฉาชีพ หากินรูปแบบใหม่ และหนึ่งในรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมของแก๊งมิจฉาชีพและกำลังส่งผลกระทบต่อคนที่ชอบซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์นั่นก็คือการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าโดยมีการเรียกเก็บเงินปลายทางซึ่งลูกค้านั้นไม่ได้มีการสั่งสินค้านั้นๆแต่อย่างใดซึ่งบางทีถ้าหากไปเจอกับเจ้าของชื่อโดยตรงก็สามารถรับสินค้านั้นคืนมาได้แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากว่ามีคนอื่นรับสินค้าแทนและจ่ายเงินแนนก็ทำให้มิจฉาชีพได้รับเงินกลับไปนั่นเอง

       ดังล่าสุดที่มีการแชร์โพสต์ใน Facebook ของหญิงสาวรายหนึ่งขึ้นมาเมื่อวันที่ 27 เดือนมีนาคมปีพศ 2564   โดยหญิงสาวคนดังกล่าวเล่าว่าตัวเธอนั้นเป็นคนที่ชื่นชอบการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์โดยซื้อผ่านทางแอพพลิเคชั่น shopee และ Application Lazada มาโดยตลอดและเธอเลือกวิธีการจ่ายเงินด้วยการเรียกเก็บเงินปลายทาง 

         และแล้วอยู่มาวันหนึ่งน้องสาวของเธอก็โทรกลับมาหาเธอในขณะที่เธอกำลังนั่งทำงานอยู่ที่บริษัทว่าได้มีการเซ็นรับสินค้าไว้ให้และจ่ายเงินให้เรียบร้อยแล้วโดยจ่ายเงินไปทั้งสิ้น 590 บาทซึ่งเธอก็สงสัยเหมือนกันว่าเธอสั่งซื้ออะไรไปเพราะเธอจำไม่ได้แต่เมื่อเธอเดินทางกลับมาถึงบ้านในช่วงเวลาเย็นหลังเลิกงานแกะพัสดุดูโดยมีการจัดส่งมาจากบริษัทเคอรี่เธอจึงได้เห็นว่าสินค้านั้นเป็นเสื้อยืดตัวหนึ่งสีชมพูและด้านในยังมีกระดาษเขียนกำกับเอาไว้ด้วยว่าทางร้านค้าได้มีการส่งส่งสินค้ามาให้กับเธอ

            เนื่องจากว่าเจ้าของร้านต้องการใช้เงินด่วน มิจฉาชีพ หากินรูปแบบใหม่ เพื่อนำเงินดังกล่าวนั้นไปรักษาอาการป่วยของพ่อและยังเขียนขอบคุณเธอมาอีกด้วยที่เธอนั้นซื้อสินค้าของเขาซึ่งเธอนั้นได้มีการนำเรื่องราวนี้มาโพสต์โดยระบุว่าถ้าหากเรื่องที่หญิงสาวเขียนมานั้นเป็นเรื่องจริงเธอก็ถือว่าเธอนั้นได้ทำบุญต่อชีวิตคุณพ่อของแม่ค้าขายของออนไลน์คนดังกล่าวแต่ถ้าหากเป็นแก๊งมิจฉาชีพมาหลอกลวงเธอเหมือนกับที่มีข่าวมาก่อนหน้านี้หลายคนที่ถูกแก๊งมิจฉาชีพส่งของมาเรียกเก็บเงินปลายทางเธอก็มีการสาปแช่งแม่ค้าคนนั้นเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน

           อย่างไรก็ตามหลายคนแนะนำให้เธอนั้นไปทำการแจ้งความเพราะวิธีการนี้คือวิธีการของแก๊งมิจฉาชีพที่เขียนอมดราม่าชีวิตของตนเองมาเพราะไม่อยากให้ลูกค้าได้มีการแจ้งความเอาผิดเอง 

           อย่างไรก็ตามสำหรับเคสนี้ไม่มีใครรู้ว่าแม่ค้าคนดังกล่าวนั้นได้พูดเรื่องจริงหรือไม่เรื่องของคุณพ่อที่ป่วยแต่สำหรับการวิชาชีพที่มีการเลือกสูงส่งสินค้ามาตามบ้านคนแล้วเรียกเก็บเงินปลายทางนั้นขณะนี้มีขึ้นจริงและพบทำเป็นขบวนการเป็นจำนวนมากซึ่งมีข่าวออกมาอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับเรื่องของการวิชาชีพส่งส่งของไปตามบ้านแล้วเรียกเก็บเงินปลายทางดังนั้นถ้าหากใครที่ไม่ได้มีการสั่งสินค้าเอาไว้ก็ไม่ควรที่จะเซ็นรับให้ตีกลับทันทีเพื่อที่จะได้ไม่หลงเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.    หวยออนไลน์บาทละ 1000

Mystic Pop-up Bar

Mystic Pop-up Bar

ซีรี่ส์เกาหลีอีกหนึ่งเรื่องที่อยากแนะนำ เป็นซีร่ส์ที่เพิ่องออนแอร์เมื่อไม่นานถือว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดีเลยทีเดียวเป็นซีรี่ส์แนวคอมมาดี้แฟนตาซี เนื่องจากเป็นซีรี่ส์แนวแฟนตาซีทำให้เรื่องราวนั้นน่าสนใจยิ่งขึ้นและทำให้ผู้ชมนั้นเฝ้าติดตามเพราะซีรี่ส์เรื่องนี้ถือว่าเป็นซีรี่ส์ที่สามารถดูเพื่อความผ่อนคลายได้โดยเรื้อเรื่องจะเน้นไปในทางตลกขบขันมากกว่าและมีความแฟนตาซีผสมอยู่ด้วย โดยเนื้อเรื่องหลักๆนั้นคือหมอดูที่ฆ่าตัวตายและเกิดการจองจำให้มาช่วยเหลือมนุษย์เพื่อถ่าบาปจากที่ตัวเองนั้นฆ่าตัวตายนั่นเอง

เนื้อเรื่องถือว่าเป็นเนื้อเรื่อที่มีความสนุก โดยซีรี่ส์นั้นนำแสดงโดย ฮวางจองอึมนักแสดงสาวมากความสามารถจากซีรี่ศืชื่อดังอย่าง รักวุ่นวายนายอลเวงและShe Was Pretty และยังมีอีกหลายเรื่องมากมายที่เธอได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้ประกบคู่กับพระเอกหน้าเด็กอย่างยุกซองแจ นักแสดงจากซีรี่ส์เชื่อดังจากซีรี่ส์เรื่อง Goblin รับบทเป็นหลานชายของพระเอกนั่นเอง ซึ่งอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี และยังมีนักแสดงมากความสามารถอีกหลายคร่วมแสดงด้วย ก็ถือว่าเป็นซีรี่ส์ที่มีนักแสดงแถวหน้าของเกาหลีร่วมแสดงด้วยนั่นเอง

โดยซีรี่ส์นั้นจะกล่าวถึงชีวิตที่ต้องไถ่บาปของนางเอกหรือวอลจู โดยเธอนั้นได้ฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตายใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ทำให้เธอนั้นต้องมาช่วยคลายความทุกข์ของมนุษย์เพื่อเป็นการไถ่บาปที่ตนเองนั้นทำนั่นเอง โดยเนื้อเรื่องจะเน้นในกล่าวถึงการช่วยชีวิตและช่วยเหลือคนต่างๆบนโลกมนุษย์จนเมื่อถึงเวลาที่เธอนั้นจะต้องทำภารกิจให้สำเร็จจึงได้ไปเจอกับฮันกังแบ ซึ่งฮันกังแบได้เป็นพนังานอยู่ที่ซุปเปอร์เก็ตและมีความพิเศษคือเมื่อเขานั้นสัมผัสตัวใครคนๆนั้นจะต้องเล่าหรือสารภาพสิ่งที่อยู่ในออกมาให้เขาได้ฟังนั่นเอง เมื่อวอลจูเห็นว่าฮันกังแบนั้นมีความสามารถจึงดึงตัวมาเพื่อช่วยงานที่ร้านลับแลซึ่งเป็นร้านลับสำหรับช่วยเหลือมนุษย์นั่นเอง  ร้านนั้นมนุษย์จะสามารถเห็นได้ก็ต่อเมื่อมีเรื่องทุกข์หรือต้องการความช่วยเหลือนั่นเอง 

โดยการช่วยเหลือของวอลจูนั้นคือการแก้ไขสิ่งต่างๆที่ทำให้คนคนนั้นเกิดความทุกข์ใจด้วยการกลับไปแก้ไขสิ่งต่างๆในโลกแห่งความฝันโดยวอลจูนั้นจะมีเหล้าวิเศษเมื่อดื่มเข้าไปแล้วก็จะไปอยู่ยังโลกแห่งความฝันนั่นเอง ทำให้เธอนั้นสามารถแก้ไขและขจัดความทุกข์ของคนจำนวนมากได้และจำนวนที่เธอต้องช่วยเหลือมีเพียงอีก7คนเท่านั้น มาลุ้นและเอาใจช่วยวอลจูกันว่าเธอจะทำภารกิจและได้ไปเกิดอย่างที่ต้องการไหมและเธอจะสมหวังในความรักหรือไม่และบทสรุปของซีรี่ส์เรื่องนี้จะจบอย่างไรอยากให้ทุกคนมาติดตามและลุ้นไปพร้อมๆกัน

 

สนับสนุนโดย    แทงบอลออนไลน์

แม่สิตางค์ ตำนานส้มหยุด

แม่สิตางค์ ตำนานส้มหยุด

สิตางค์ บังทอง เป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิดปัจจุบันมีอายุ 58 ปีแต่ได้เข้าสู่วงการเน็ตไอดอลเนื่องจากภาพที่แม่ได้ถ่ายรูปในชุดสุดเซ็กซี่ในช่วงวันสวกรานต์ตั้งแต่ปี 60 ซึ่งในช่วนั้นก็ถือว่าเป็นเน็ตไอดอลหน้าใหม่ที่ได้รับความนิยมและมีผู้ติดตามทางโซเชียลจำนวนมากเพราะเธอนั้นได้ไปเล่นน้ำสงกรานต์และเต้นในเพลงสุดมันพร้อมกับพูดว่า สะบัดต่อไม่รอแล้วนะ

และคลิปนี้ได้มีการโพสต์ลงโซเชียลทำให้เป็นที่ฮือฮาของเหล่าผู้เล่นโซเชียลอย่างมากเนื่องจากท่าทางที่มีความสนุกสนานและวลีเด็ดอย่างสะบัดต่อไม่รอแล้วนะที่แม่ได้พูดออกมานั่นเอง และหลังจากนั้นนานกระแสของแม่ก็เงียบลงไปแต่ก็ยังคงมีการทำคลิปออกมาเรื่ยๆ

และก็ยังคงได้รับความนิยมในการติดตามจากแฟนคลับเป็นอย่างดีมาตลอดจนในปี 63 นช่วงนั้นมีการเกิดการระบาดของโควิด19  และแม่ได้ไปออกรายการของคุณหนุ่มกรรชัยและมีการเล่าเรื่องราวต่างๆของตัวเองมากมายจนมาสะดุดที่ตำนานส้มหยุดนั่นเอง

เรื่องราวตำนานส้มหยุดนั้นจึงเกิดเป็นกระแสและนำมาเลียนแบบในโซเชียลมากและโดยในแอปพริชั่น Tiktok นั้นถือว่าเป็นแอปที่ได้รับความนิยมในช่วงที่เกิดโควิด19อย่างมากเพราะคนเราโดยส่วนใหญ่ไม่ได้ออกไหนและมีการทำงานแบบ WFH ทำให้มีเวลาที่จะได้ชมสิ่งเพลินเพลินเหล่านี้แฃะมีการเลียนแบบทำให้ตำนานส้มหยุดยิ่งเกิดเป็นกระแสที่โด่งดังอย่างมากดังจนคนต่างชาติต้อง Tiktok cละเลียนแบบแม่เลยทีเดียว

และหลังจากนี้ไม่นานเมื่อตำนานสัมหยุดมีการแพร่กระจายและได่รับความนิยมในการแชร์ในโซเชียลเป็นอย่างมาก ก็ทำให้แม่สิตางค์นั้นมีงานมากขึ้น ทั้งงานไปออกรายการ ซึ่งการไปออกรายการแต่ละครั้งนั้นก็จะเกิดเรื่องราวที่เกี่ยวกับแม่มากมายและมีการนำมาเลียนแบบใน Tiktok นั่นเอง จนในที่สุดแม่สิงตางค์ก็ดังเป็นพลุแตกเลยทีเดียว 

สิตางค์ถือวาเป็นบุคคลที่ค่อนข้างจะเป็นปรัวัติศาสตร์มากเลยทีเดียวทั้งในเรื่องรูปร่างหน้าตา การกระทำ การเล่าเรื่อง ถือว่ามีความพิเศษมากและเมื่อเราดูจากสิ่งต่างๆที่แม่ให้สัมภาษณ์นั้นไม่น่าเชื่อว่าแม่นั้นจะจบจากคณะนิติศาสตร์นั่นเอง ซึ่งความเป็นจริงแล้วนั้นก่อนที่แม่จะได้เข้ามาในวงการแม่ก็ได้ช่วยทำธุรกิจของที่บ้านและทำงานต่างๆที่เกี่ยวกับกฏหมายด้วย

ถือว่าเป็นคนที่เก่งและมีความสามารถจนสุดท้ายแล้วแม้ก็สามารถที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำได้สำเร็จ และตำนานส้มหยุดนั้นก็คือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้แม่สิตางค?นั้นได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศและยังเป็นที่รู้จักของคนหลายๆประเทศในแอป Tiktok ด้วย ดังนั้นแล้วการติดตามและการให้กำลังใจเป็นสิ่งที่จะช่วยพลักดันแม่ให้แม่นั้นไปถึงยังสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้เพราะแม่ก็อายุมากแล้วทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

จะเข้ามหาวิทยาลัยเตรียมตัวอย่างไร?

จะเข้ามหาวิทยาลัยเตรียมตัวอย่างไร?

ช่วงนี้น้องๆหลายคนคงกำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวสำหรับการเปิดเทอมของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะน้องใหม่ อย่างน้องเฟรชชี่ปี 1 ที่ยังไม่เคยเจอกับสังคมมหาวิทยาลัยมาก่อน อาจจะเป็นกังวลและตื่นเต้นได้ว่าสังคมมหาวิทยาลัยจะแตกต่างกับสังคมมัธยมอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าไปสู่รั้วมหาวิทยาลัย

1.ศึกษาข้อมูลสภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัย

การที่เราจะไปศึกษายังสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เราอาจจะต้องเตรียมตัวในการหาข้อมูลสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยว่าเป็นอย่างไร เช่น ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยแถวภาคเหนือ เราอาจจะต้องเตรียมตัวสำหรับอากาศหนาว เป็นต้น และดูสภาพแวดล้อมในเรื่องต่างๆ การขนส่งบริเวณนั้นมีบริการอะไรบ้าง หากเป็นมหาวิทยาลัยชนบทอาจจะไม่มีบริการขนส่งที่เท่าในเมืองจึงต้องทำให้นำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ส่วนตัวไปไว้ใช้ขับขี่เผื่อเวลาไปไหนมาไหนและเวลาเจ็บป่วยฉุกเฉิน

2.ศึกษาข้อมูลประเพณี วัฒนธรรมในมหาวิทยาลัย

บางมหาวิทยาลัยการมีวัฒนธรรมรับน้องในรูปแบบโซตัส เราอาจจะต้องเตรียมตัวและรับมือกับการรับน้องแบบนี้ เพราะ
มีทั้งคนที่ยอมรับและไม่ยอมรับกับวัฒนธรรมบางอย่างของมหาวิทยาลัย ซึ่งบางมหาวิทยาลัย บางคณะ บางสาขาก็มีคะแนนการรับน้องด้วย ดังนั้นเราจึงศึกษาก่อนเพื่อจะหาแนวทางไว้ให้แก่ตัวเองได้ว่าควรรับมือเช่นไร รวมถึงประเพณี และวัฒนธรรม กิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัย

3.ศึกษากฎ/ระเบียบของมหาวิทยาลัย

แม้มหาวิทยาลัยจะแตกต่างจากโรงเรียนมัธยม เพราะมหาวิทยาลัยจะให้อิสระแก่นิสิต นักศึกษามากกว่า จะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียนก็ได้ จะย้อมสีผมก็ได้ จะใส่ชุดไปรเวทไปเรียนก็ได้ จะแต่งกายอย่างไรก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามบางมหาวิทยาลัยอาจมีข้อกำหนด กฎ ระเบียบของมหาวิทยาลัยในเรื่องการแต่งกายได้ ในเรื่องการเข้าเรียน หรือคณะ/สาขา หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยบางท่านอาจจะกำหนดเรื่องการเข้าเรียน การเช็คชื่อเพื่อเก็บคะแนนได้ ซึ่งก็เป็นรายละเอียดที่คณะ/สาขา และอาจารย์จะแจ้งเราอีกที

4.ศึกษาเค้าโครงหลักสูตร

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้และไม่เคยให้ความสำคัญมาก่อนด้วยซ้ำ แต่การศึกษาเค้าโครงหลักสูตรนั้นเป็นประโยชน์แก่การเรียนมาก เพราะจะทำให้เราวางแผนการเรียนของตัวเองได้ แม้บางมหาวิทยาลัยจะมีคณะ สาขาเหมือนกัน แต่โครงสร้างหลักสูตรการเรียนก็อาจจะมีความแตกต่างกัน บางมหาวิทยาลัยอาจเอาวิชายากบางตัวมาเรียนตั้งแต่ปีหนึ่ง ในขณะที่บางมหาวิทยาลัยอาจให้เรียนแต่วิชาง่ายๆ วิชาพื้นฐาน ด้วยเหตุนี้เองเราจึงควรศึกษาโครงสร้างหลักสูตรจะได้วางแผนการเรียนได้ทัน หากต้องเจอวิชายากๆก็จะได้เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ 

5.เข้าร่วมกลุ่มเฟส กลุ่มไลน์เฟรชชี่มหาวิทยาลัยหรือคณะ

สมัยนี้เทคโนโลยีมีบทบาทในทุกสังคม รวมถึงสังคมมหาวิทยาลัยด้วย ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเทอมให้เข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยได้ แต่เราก็สามารถรู้จักเพื่อนและรุ่นพี่จากในกลุ่มต่างๆของมหาวิทยาลัย ของคณะหรือสาขาได้ หากเขามีการตั้งกลุ่มเราจึงควรเข้าร่วมกลุ่ม นอกจากจะได้เพื่อนเพิ่มก่อนไปมหาวิทยาลัยแล้ว ยังจะได้รู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยด้วย

 

สนับสนุนโดย  สูตร ยี่กีเข้าทุกรอบ

ทำอย่างไรให้ห่างไกลจากการตีตราตนเอง

ทำอย่างไรให้ห่างไกลจากการตีตราตนเอง

การตีตราตนเองหรือ self stigma คือการที่เรามีความคิดหรือทัศนคติในทางลบกับตนเอง ไม่ให้การยอมรับการตนเอง ตำหนิตัวเอง รวมถึงการไม่ให้อภัยในความผิดพลาดของตนเอง โดยอาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

  1. การตีตราตนเองเกี่ยวกับลักษณะหรือร่างกายของตัวเอง เช่น ความพิการ รอยแผล รูปร่าง เป็นต้น ในกรณีแบบนี้เรามักจะเกิดความไม่พอใจในลักษณะทางกายภาพของตัวเอง รู้สึกด้อยค่า 
  2. การตีตราตนเองโดยการกล่าวโทษ ตำหนิ ไม่ให้อภัยในความผิดพลาดของตัวเอง เช่น เคยเป็นผู้ใช้สารเสพติด เคยต้องโทษติดคุก เป็นต้น ในกรณีแบบนี้เรามักจะมีความคิดโทษตัวเองอยู่บ่อยๆ รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไปไม่น่าอภัย โกรธและเกลียดตัวเอง ตำหนิตัวเอง ในรายที่รุนแรงอาจถึงขั้นทำให้มีความคิดอยากฆ่าตัวตายได้
  3. การตีตราตนเองเกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา รสนิยมทางเพศของตัวเอง เช่น เป็นชนกลุ่มน้อย เป็นชาวเขา เป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยน เป็นต้น ในกรณีแบบนี้อาจจะทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในตัวเองได้ รู้สึกต่อตนเองว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม

ที่กล่าวมาทั้ง 3 ประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นกรณีใหญ่ที่พบเจอได้ในปัจจุบัน ซึ่งคนที่มีความคิดเกี่ยวกับตัวเองแบบนี้ไม่ว่ากรณีใดกรณีหนึ่งก็เกิดเป็นตีตราตนเองได้แล้ว ดังนั้นเมื่อเราเริ่มรู้ตัวว่าเรามีความคิดลบกับตัวเอง เราจะต้องหาทางขจัดความคิดเรานั้นออกไปเพื่อลดการตีตราตนเอง และวิธีที่เราจะมานำเสนอก็มีดังต่อไปนี้

  1. หาข้อดีของตนเอง การหาข้อดีของตนเองจะทำให้เรารู้สึกว่าเรายังมีจุดดี ในชีวิตเราไม่ได้มีเพียงแค่จุดด้อย เช่น เรามีข้อดีคือการที่เราขยัน ทำอาหารเก่ง อะไรแบบนี้ก็ถือได้ว่าเป็นข้อดีที่เราพอจะเอามาให้กำลังใจตัวเองและทำให้เรารู้สึกภูมิใจในตัวเองมากขึ้น เพราะถ้าเรามัวแต่ไปมองข้อเสีย จะยิ่งทำให้เราโทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมาได้
  2. รู้จักให้อภัยตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่าเราทำอะไรผิดพลาด ต้องมองความผิดพลาดเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมชาติที่ใครก็สามารถทำผิดพลาดได้ ทุกๆคนมีโอกาสและสามารถทำผิดพลาดได้อยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็ต้องเคยมีคำตอบที่ผิด ถ้าเราไม่เคยลองผิดเราก็จะไม่เคยลองถูก
  3. รู้จักให้โอกาสตัวเอง แม้เราจะเคยทำผิดพลาดไปแล้ว เราก็ต้องรู้จักให้โอกาสตัวเองได้อีก ในเมื่อเรารู้แล้วว่าทางที่ผ่านมามนผิด เราก็ต้องให้โอกาสตัวเองได้เลือกทางใหม่ ถ้าเรามัวแต่จมกับความผิดพลาดเราจะไม่มีโอกาสเห็นความสำเร็จของตัวเองได้เลย 

จริงๆแล้วในสังคมปัจจุบันของเรานั้นมีการตีตราผู้อื่นอยู่มาก แต่ว่ากันว่าการตีตราที่แก้ยากที่สุดไม่ใช่การตีตราจากสังคม แต่คือการตีตราจากตนเอง ดังนั้นเราต้องมาแก้ไขที่ตัวเราเอง เพราะถ้าเราหลีกเลี่ยงการตีตราตนเองได้ เราก็จะลดการตีตราผู้อื่นได้เช่นกัน มาทำให้สังคมปราศจากการตีตรากัน เริ่มง่ายๆที่ตัวเรา

 

สนับสนุนโดย  เว็บคาสิโนออนไลน์อันดับ1

หนึ่งในวิธีทำใจกับการอกหักได้เร็วขึ้น

หนึ่งในวิธีทำใจกับการอกหักได้เร็วขึ้น

หาอะไรทำใหม่ๆ หนึ่งในวิธีทำใจกับการอกหักได้เร็วขึ้น

การอกหักมักจะทำให้คนที่อกหักนั้นหมดเรี่ยวหมดแรงอย่างแน่นอน อาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งอาการเหล่านั้นแน่นอนว่าจะกลายเป็นคนที่ติดห้องหรือว่าไปในสถานที่ที่ทำให้เราคิดถึงแต่คนนั้นที่เลิกลากันไป เอาจริงๆแล้วมันไม่เป็นผลดีเท่าไหร่หรอก ยิ่งเรากระทำอะไรก็แล้วแต่ที่เคยทำกับคนๆนั้นที่ทำกันเป็นประจำเช่นการทำกับข้าวกันด้วยกัน

หรือการไปกินอาหารร้านที่ชอบด้วยกัน ก็จะยิ่งเป็นการตอกย้ำจิตใจตัวเองให้ยิ่งคิดถึงแล้วก็ฟูมฟายในการเสียคนนั้นไปอย่างไม่เต็มใจ ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น มักจะทำให้การทำใจนั้นยากขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำไป จริงๆแล้วเราควรทำอะไรที่เป็นสิ่งใหม่ๆ ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำกับคนนั้นก็ยิ่งดี

การที่คนอกหักนั้นจะลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆนั้น บางครั้งก็เพียงอาศัยแรงใจของคนที่อกหักเองก็อาจจะทำได้ แล้วก็เป็นคนที่น่ายกย่องว่าเป็นคนที่เข้มแข็งด้วย แต่กับบางคนที่ไม่สามารถยืนขึ้นด้วยตัวเองได้นั้นก็ต้องมีคนที่ยื่นมือเขามาดึงเขามาฉุดให้ลุกขึ้นบาง คนนั้นอาจจะเป็นเพื่อนหรือครอบครัวหรือคนที่เป็นไอดอลก็เป็นได้

แต่ถ้าเกิดเป็นคุณที่อ่านอยู่ก็ต้องเป็นคุณแล้วล่ะที่ต้องยื่นมือไปช่วยคนที่อกหัก การทำอะไรที่ใหม่ๆที่ไม่ผูกติดกับสิ่งเดิมๆที่เคยทำกับอดีตแฟนนั้นมีข้อดีอยู่หลายประการมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ได้ไปเจอโลกใหม่ๆ หรือได้ทักษะความสามารถใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนเป็นการเพิ่มค่าประสบการณ์ของคนๆนั้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย

ลองคิดดูว่าถ้าเกิดอกหักบ่อยๆ คงมีทักษะความสามารถหรือสถานที่ที่ไม่เคยไปเพิ่มพูนอย่างมากมายเลยล่ะ แต่ว่าข้อดีที่สุดของการทำสิ่งนี้ก็คงหนีไม่พ้นกับการที่คนอกหักจะได้เลิกเอาสมองไปคิดถึงแต่อดีตแฟนยังละ นั้นคือประเด็นหลักที่เราอยากให้เกิดขึ้น

 

 

สนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลองเล่น

แบมแบมเปิดประสบการณ์โลก จากเอไอเอส

แบมแบมเปิดประสบการณ์โลก จากเอไอเอส

ลองมาทำความรู้จักกับแบม แบม ว่าเขามาจากไหน มาอย่างไร แล้วทำไมถึงได้ดังและคนหลงรัก จนได้เป็นพรีเซนเตอน์เอไอเอส

แบมแบม มีชื่อจริง คือ กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ปัจจุบันได้เป็นสมาชิกวง Got 7 ทำหน้าที่เป้นแรปเปอร์ และเต้นแรง เป็นลูกคนที่3 ซึ่งมีพี่น้องอยู่4คน มีพี่ชาย2คน ซึ่งก็หน้าตาดีไม่แพ้กัน ปิดท้ายด้วยน้องสาวอีก1คน  เกิดที่กรุงเทพ บ้านอยู่แถวเขตสายไหม หลังจากจการศึกษาในระดับประถม จนถึงม.2 ก็ได้ย้ายไปอยู่เกาหลี

เพราะเริ่มฉายแววความดังโดยการเป็นโคเวอร์แต่เด็ก และได้เข้าประกวด รายการ Rain Cover dance in Thailand ในช่วงเวลาที่เขาอายุ10ปีเท่านั้น และได้เข้ารับการฝึกในค่ายJYPเป็นระยะเวลา3ปีครึ่ง ก่อนที่จะได้เปิดตัวสมาชิกก๊อตเซเว่น และได้เป็นคนไทยคนที่2 ในค่ายใหญ่ยักษ์ โดยมีนิชคุณเป็นรุ่นพี่

และเขาก็ไม่ได้เป็นแค่ไอดอลเคป๊อบ แต่เขาก็ยังเป็นคอไอทีตัวจริง เพราะเขาได้ชวนเหล่าอากาเซไปอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคตเปิดประสบการณ์โลก5G ในมิติต่างๆที่งาน เอไอเส ที่1 ตัวจริง ทดสอบแล้วทั่วไทย แถมยังอาสาเป็นตัวแทนวัยรุ่นยุคดิจิทอลสาธิตทดลองใช้งานเทคโนโลยีวัตกรรม5Gสุดล้ำจากเอไอเอส ที่ทดสอบมาแล้วทั่วไทย

พร้อมกับคัมแบคสเตจด้วยการแสดงโชว์สุดพิเศษเพื่อมาเซอร์ไพร์สแฟนด้อมแบบจัดเต็มและได้เนรมิตพื้นที่ที่จัดงานให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโลกอนาคตด้วยหลากหลายเทคโนโลยีนวัตกรรม5G สุดไฮเทคจากเอไอเอส ที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจที่ได้ร่วมสัมผัสความเจ๋งของนวัตกรรม5Gประเดิมความว้าวด้วย5G Hologram3มิติได้แบบ360องศา

มีความเสมือนจริงและเรียลไทม์สุดๆก่อนที่จะตื่นเต้นซ้ำปอีกที่ได้ลองบังคับรถยนต์แบบไร้คนผ่านสัญญาณ 5G ละสนุกสนานกับการลองช๊อปปิ้งผลไม้ด้วยหุ่นยนต์และชมการสาธิตบังคับโดรนในระยะไกล กรุงเทพ-โคราช แถมยังได้เซอร์ไพร์สสุดๆได้วีดีโอคอล เซย์ฮัลโหลกับครอบครัวAIS ครบทุกภูมิภาคเลยทีเดียว

 

 

สนับสนุนโดย  hiallbet

Soceity ZEN MIND ท่วงท่า 3

Soceity ZEN MIND ท่วงท่า 3

ตอนยืนนั้น ส้นเท้าของเธอจะต้องแยกจากกันในระยะเท่ากับกำปั้น นิ้วโป้งอยู่แนวเดียวกับหน้าอก เช่นเดียวกับการนั่งซาเซน ให้น้ำหนักบางส่วนตกลงที่ท้อง มือก็ต้องแสดงออกซึ่งความเป็นตัวเธอเช่นกัน โดยยกมือซ้อยวางบนหน้าอก กำนิ้วโป้งไว้แล้ววางมือขวาลงบนมือซ้าย ให้นิ้วโป้งชี้ลง ต้นแขนขนานกับพื้น ให้รู้สึกเหมือนกับว่ากอดเสากลมอยู่ เสากลมต้นใหญ่แบบในวัด เพื่อตัวของเธอจะได้ไม่งอไปข้างหน้า หรือเอนไปด้านข้าง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง ถ้าเธองอตัวลงเธอจะสูญเสียตัวเอง จิตของเธอจะล่องลอยไปที่อื่น ไม่ได้อยู่ในตัวเธอ นี่ไม่ใช่วิธีของเซน เธอจะต้องอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด กายและจิตจะต้องเป็นของเธอ เมื่อทุกอย่างอยู่ในที่ที่ควรอยู่และด้วยวิธีที่ถูกต้อง ปัญหาก็จะไม่มี ถ้าไมโครโฟนที่ฉันใช้อยู่ขณะที่พูดไปอยู่เสียที่อื่น มันก็จะไม่ได้รับใช้จุดประสงค์ของมัน เมื่อกายและจิตของเราอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง ทุกอย่างก็จะอยู่ในที่ที่ถูกต้อง ในทางที่ถูกต้องด้วย

แต่ปกติแล้ว โดยที่ไม่รู้ตัว เรามักจะพยายามเปลี่ยนปแลงบางสิ่งบางอย่างแทนที่จะเปลี่ยนตัวเอง รักจะพยายามจัดการกับสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปจัดการสิ่งอื่นๆในขณะที่ตัวเรายังไม่เรียบร้อยดี เมื่อเธอทำสิ่งต่างๆอย่างถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะอยู่ในระเบียบ เธอคือเจ้านาย เมื่อเจ้านายนอนหลับ ทุกคนก็จะนอน เมื่อเจ้านายทำสิ่งที่ถูกต้อง ทุกคนก็จะทำทุกสิ่งอย่างอย่างถูกต้อง และในเวลาที่เหมาะสม นี่คือเคล็ดลับของพุทธศาสนา

เพราะฉะนั้นจงพยายามอยู่ในท่าที่ถูกต้องเสมอ ไม่ใช่เฉพาะตอนที่ปฏิบัติซาเซนเท่านั้น แต่ในกิจกรรมทุกอย่างที่เธอทำด้วย จงอยู่ในท่าที่ถูกต้องเมื่อขับรถ และเมื่ออ่านหนังสือ ถ้าเธอนั่งทิ้งตัวตามสบายขณะอ่านหนังสือ ในไม่ช้าเธอก็จะหลับ ลองดูสิ แล้วเธอจะพบว่าการอยู่ในท่าที่ถูกต้องสำคัญแค่ไหน นี่คือการสอนที่แท้จริง คำสอนที่เขียนอยู่บนกระดาษไม่ใช่การสอนที่แท้จริง คำสอนที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเหมือนอาหารชนิดหนึ่งสำหรับสมอง แน่ละมันเป็นสิ่งจำเป็นที่สมองจะต้องได้รับอาหารบ้าง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการเป็นตัวของตัวเอง

 

สนับสนุนโดย  sa casino ฟรี300

Theme: Overlay by Kaira Extra Text
Cape Town, South Africa