หมวดหมู่: ข่าวสังคมทั่วไป

ตำรวจเฉี่ยวชนกับรถมอเตอร์ไซต์แล้วหนี

ตำรวจเฉี่ยวชนกับรถมอเตอร์ไซต์แล้วหนี

   ตำรวจเฉี่ยวชนกับรถมอเตอร์ไซต์แล้วหนี ลากคนเจ็บไปไกลกว่า100 เมตรบาดเจ็บหนักจนต้องตัดขา

            เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่ จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อมีชายคนหนึ่งได้มีการโพสต์ภาพการรักษาอาการบาดเจ็บของน้องชายตนเองในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งภาพดังกล่าวได้มีการโพสต์ไปเมื่อวันที่ 13 เดือนพฤษภาคมปีพศ 2563 โดยข้อความใต้ภาพนั้นมีการระบุว่าน้องชายของตนเองนั้นเป็นพนักงานส่งอาหารของบริษัท Grab Food

ได้ประสบอุบัติเหตุขับรถเฉี่ยวชนกับรถเก๋งคันหนึ่งแต่รถเก๋งคันดังกล่าวไม่ได้ลงมาดูคนเจ็บแถมยังขับรถหนีไปพร้อมทั้งยังร่างของน้องชายของเขาไปไกลถึง 100 เมตรและได้มีการทำป้ายทะเบียนตกเอาไว้จึงอยากจะให้ชาว Social ช่วยกันแชร์ภาพนี้ไปให้ถึงเจ้าของรถเก๋งที่ชนกับน้องชายของตนให้มารับผิดชอบ เนื่องจากว่าจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้น้องชายของตน ต้องถูกตัดขาทางด้านซ้ายออก 

       ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้  เกิดขึ้นเมื่อชายหนุ่มวัย 20 ปีปกติแล้วเขาทำงานอยู่ที่พัทยาแต่ได้เดินทางกลับมาที่บ้านเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าทำให้ชายหนุ่มวัย 20 ปีเดินทางกลับมาบ้านเกิดและมาหางานเสริมทำด้วยการไปเป็นพนักงานส่งอาหารของบริษัท Grab Food ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นผู้บาดเจ็บได้มีการโทรไปแจ้งกับพี่ชายว่ากำลังจะกลับบ้านเหลือเพียงแค่

ส่งของอีกอย่างเดียวเท่านั้นเพราะต้องการรีบกลับบ้านเนื่องจากใกล้เวลาเคอร์ฟิวแล้วแต่หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อกับน้องชายซึ่งช่วงเวลาดึกต่อมาน้องชายได้โทรกลับมาหาว่าได้ประสบอุบัติเหตุตรงบริเวณหน้าปั๊มน้ำมันโดยมีการเฉี่ยวชนกับรถเก๋งคันหนึ่งพี่ชายจึงได้เดินทางไปหาน้องชายที่บริเวณจุดเกิดเหตุเมื่อไปถึงก็พบว่าน้องชายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วเขาจึงได้มีการสอบถามกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ช่วงที่น้องชายของเขาประสบอุบัติเหตุ

พบว่ารถเก๋งคันที่ชนกับน้องชายของเขานั้นออกมาจากปั๊มน้ำมันซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่น้องชายของเขามาตรงบริเวณหน้าปั๊มน้ำมันพอดีจึงทำให้มีการเฉี่ยวชนกันขึ้นโดยรถเก๋งได้มีการลากร่างของน้องชายของเขาไปไกลประมาณ 100 เมตรหลังจากนั้นก็ขับรถหนีไปโดยไม่ได้สนใจมาดูแลคนเจ็บเลยอีกทั้งรถเก๋งคันดังกล่าวยังได้มีการทำป้ายทะเบียนหล่น

เอาไว้ดังนั้นเขาจึงต้องการให้เจ้าของรถเก๋งออกมารับผิดชอบกับค่ารักษาพยาบาลของน้องชายซึ่งจะมีการเรียกเก็บเนื่องจากว่าน้องชายของเขาต้องเข้ารับการตัดขาด้านซ้ายพอได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่สามารถรักษาได้และเมื่อมีการแชร์ภาพและข้อความนี้ออกไปปัจจุบันได้มีนายตำรวจยศใหญ่คนหนึ่งและมีการติดต่อกลับเข้ามาหาเจ้าของ Facebook

ที่มีการโพสต์เรื่องราวเอาไว้แล้วโดยบอกว่าตนเองเป็นผู้ที่ขับขี่รถเก๋งคันดังกล่าวและต้องการที่จะรับผิดชอบเยียวยารักษาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ซึ่งจะมีการตกลงเกี่ยวกับเงินค่ารักษาการอีกครั้งหนึ่ง โดยทางตำรวจแจ้งว่าจะมีการเข้าไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลอย่างแน่นอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb888

เมาได้ที่ใบมีดกรีดแขนเมียจนแขนเหวะ

เมาได้ที่ใบมีดกรีดแขนเมียจนแขนเหวะ

รปภ. หนุ่มคิดว่าเมียนอกใจกินเหล้าเมาได้ที่ใบมีดกรีดแขนเมียจนแขนเหวะ 

   เรื่องราวของความรักที่มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกันกลัวว่าอีกฝ่ายจะนอกใจมักจะจบลงด้วยการทำร้ายกันไม่ว่าเจ็บสาหัสก็ถึงแก่ความตายอย่างเช่นเรื่องราวของผู้รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ที่จังหวัดระยองพอได้ทำร้ายภรรยาของตนเองในการใช้มีดกรีดแขนของภรรยาจนเป็นแผลเวอะหวะเพียงเพราะเขากลัวว่าภรรยาจะนอกใจเขานั่นเอง 

      เรื่องราวในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 เดือนพฤษภาคมพศ 2563 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุว่ามีชาวบ้านทะเลาะและทำร้ายกันหรือผู้ก่อเหตุน้องเมย์ทำร้ายภรรยาของตนเองอยู่แถวห้องเช่าเลขที่ 063 โดยอยู่บริเวณหลังวัดป่าประดู่และขนาดเดียวกันชาวบ้านต่างก็พากันช่วยเหลือจับกุมผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายภรรยาของตนเองได้แล้ว

ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงจึงทำการสืบสวนสอบสวนทราบว่าผู้ก่อเหตุชื่อว่านายธนากรมีอาชีพเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งตอนที่เจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงนั้นนายทินกรยังอยู่ในอาการเมาสุราพูดจาให้การไม่รู้เรื่องตรงบริเวณที่เป็นสาเหตุนั้นพบกองเลือดเต็มพื้นและมีมีดทำครัวตกอยู่ 1 เล่มรวมถึงมีผ้าสีขาวเปื้อนเลือดวางอยู่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

จึงได้เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานโดยมีพยานเป็นเพื่อนข้างห้องชื่อว่านางสาวเจนจิราโดยบอกว่านายทินกรนั่งกินเหล้าตั้งแต่เช้าหลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงทะเลาะกับภรรยาก็คือนางน้อยเกี่ยวกับเรื่องของการหึงหวงกันซึ่งตีนเสียงทะเลาะกันได้ไม่นานก็ดีเสียงนางน้อยร้องตะโกนโหยหวนให้ช่วยเมื่อวิ่งไปดูก็พบว่านายธนากรใช้มีดทำครัวกรีดแขนของนางน้อย

จนเลือดออกเต็มไปหมดเป็นแผลเวอะหวะ เธอจึงตะโกนให้คนอื่นที่อยู่บริเวณนั้นก็มาช่วยกันจับกุมตัวนายธนากรเอาไว้หลังจากนั้นก็โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและเลือกหน่วยกู้ภัยให้มารับตัวนางน้อยไปโรงพยาบาลซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการควบคุมตัวนายทินกรเอาไว้แล้วและมีการแจ้งข้อหานายธนากรในการทำร้ายภรรยาในครั้งนี้เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน

     สำหรับเรื่องราวความรักนั้นอยู่กันอย่างระแวงก็จะไม่มีความสุขกันทั้งสองฝ่ายการใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันจำเป็นจะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อกันและเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะไม่นอกใจเราไปมีคนอื่นชีวิตครอบครัวถึงจะสามารถอยู่อย่างราบรื่นและมีความสุขได้แต่ถ้าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่มีความซื่อสัตย์แล้วเราก็ควรปล่อยเขาไปไม่ควรจะทำร้ายเขาว่าท้ายที่สุดแล้วเมื่อเราทำร้ายเขาไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเขาตายเราก็ต้องติดคุกอยู่ดีซึ่งมันไม่คุ้มเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8 โบนัส 100

พ่อป่วยเข้าโรงพยาบาลแม่ก็ติดคุกไม่มีคนดูแล

พ่อป่วยเข้าโรงพยาบาลแม่ก็ติดคุกไม่มีคนดูแล

สามพี่น้องชีวิตน่าสงสารพ่อป่วยเข้าโรงพยาบาลแม่ก็ติดคุกไม่มีคนดูแล 

       เรื่องราวที่น่าจะเกินไปนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดนนทบุรี  เมื่อมีชาวบ้านในบริเวณ ชุมชนประเสริฐอิสลามได้ออกมาประสานงานขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาดูแลช่วยเหลือเด็กน้อยทั้ง 3 คนที่มีการเช่าบ้านอยู่ในชุมชนแห่งนี้โดยชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวต่างพากันบอกกับทางผู้สื่อข่าวว่าที่ห้องเช่าห้องหนึ่งมีเด็กน้อยอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 คน

ซึ่งคนโตอายุอยู่ที่เพียงแค่ 9 ขวบเท่านั้นส่วนคนรองอายุ 2 ขวบและน้องคนสุดท้องอายุ 1 ขวบกับ 5 เดือนโดยทั้ง 3 คนอยู่ในห้องพักกันเพียงลำพังไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลเนื่องจากว่าก่อนหน้านี้แม่ของเด็กน้อยทั้ง 3 คนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับข้อหาคดีค้ายาเสพติดซึ่งตอนนี้ติดคุกมาประมาณ 8 เดือนแล้วโดยปกติแล้วเด็กทั้ง3 คน

จะมีพ่อคอยดูแลแต่เมื่อไม่นานมานี้พ่อของเด็กทั้ง 3 คนนั้นไม่สบายจำเป็นต้องเข้าไปนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจึงทำให้ไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลเด็กทั้ง 3 คนชาวบ้านในพื้นที่ต่างก็รู้สึกเวทนาเด็กทั้ง 3 คนเป็นอย่างมากเพราะยังมีอายุที่เล็กมากนัก 2 คนแทบจะไม่รู้เรื่องไม่ประสีประสาอะไรเลยทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นต้องช่วยกันผลัดเปลี่ยนมาดูแลเด็กน้อยทั้ง 3 คน

เลยบางวันก็มีคนมาช่วยอาบน้ำให้บางวันก็มีคนมาป้อนข้าวให้ร้านค้าแถวนั้นก็เอาขนมเอาน้ำมาให้กินเพื่อประทังชีวิตไปวันๆซึ่งชาวบ้านเองก็บอกว่าตนเองก็ไม่ค่อยมีเงินที่จะใช้จ่ายจึงไม่สามารถที่จะนำเด็กทั้ง 3 คนไปดูแลได้ทำได้เพียงแค่ดูแลเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้นจึงอยากให้ทางการเข้ามาช่วยเหลือดูแลเด็กน้อยทั้ง 3 คนจนกว่าพ่อของเด็กจะหายดีแล้วออกจากโรงพยาบาลทั้งนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านดังกล่าวยืนยันกับทางผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่อาสาปอเต็กตึ้งที่ลงมาพร้อมกับผู้สื่อข่าว

ว่าพ่อของเด็กนั้นเป็นคนดีเป็นคนขยันตั้งใจทำมาหากินแต่เนื่องจากว่าเป็นคนหาเช้ากินค่ำก็มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าก็ไม่มีงานทำอีกทั้งตอนนี้ก็ยังมาป่วยจึงไม่สามารถที่จะจ้างใครมาดูแลลูกของตนเองได้แล้วเท่าที่รู้มาบ้านของเด็กทั้ง 3 คนนี้ได้ติดค้างค่าเช่าค่าห้องพักมาหลายเดือนแล้วซึ่งเกรงว่าหากยังไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่าห้องก็จะทำให้เจ้าของห้อง

อาจจะไล่เด็กทั้ง 3 คนออกจากห้องเช่าได้ นักข่าวเองก็ได้มีการประสานงานให้กับเจ้าหน้าที่มูลนิธิลงมาดูแลปัญหาเด็กน้อยทั้ง 3 คนเรียบร้อยแล้วซึ่งอาจจะมีการนำตัวเด็กทั้ง 3 คนเข้าไปดูแลเป็นการชั่วคราวก่อนระหว่างรอให้พ่อของเด็กรักษาตัวให้หายแล้วค่อยมารับเด็กกลับไป

 

สนับสนุนโดย  เว็บ rb88

พี่ยิงน้องดับเพียงแค่เปิดเพลงเสียงดัง

พี่ยิงน้องดับเพียงแค่เปิดเพลงเสียงดัง

       ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเกิดขึ้นเมื่อพี่น้องที่คลานตามกันมาก่อเหตุยิงกันจนเสียชีวิตและมีคนเจ็บอีกหนึ่งคน โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เล่ามาจากลูกชายของนายพิทยา ที่เป็นมือปืนที่ยิง และลูกชายของนายพิทยายังเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ยิงกันในครั้งนี้ด้วย

โดยลูกชายนายพิทยา สมมุติชื่อว่า นายแบงค์ ได้เล่าให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่า บ้านของมือปืนและบ้านของคนตายอยู่ติดกันมีเพียงแค่รั้วกั้นเท่านั้นและสองบ้านนี้เป็นญาติกันซึ่งมือปืนเป็นพี่ชาย และผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเป็นน้องชายและน้องสาวแท้ๆของมือปืนเอง ซึงใน เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่  6 เดือนพฤษภาคม ปีพ.ศ. 2563 นั้น

นายแบงค์เล่าว่าในตอนเช้า นายแบงค์ได้มีการเปิดเพลงจากบ้านของตนเองฟังและอาสาวได้เดินมาต่อว่าเกี่ยวกับเรื่องการเปิดเพลงเสียงดัง ซึ่งหลังจากโดนต่อว่าไปนายแบงค์ก็ปิดเพลง และคิดว่าเรื่องคงจบแล้ว แต่พอช่วงบ่ายประมาณ 13.00 น. ทางด้านบ้านของอาสาวได้เปิดเพลงบ้างและเปิดเสียงดังมากที่สำคัญได้หันลำโพงมาทางบ้านของนายแบงค์ ทำให้นายแบงค์ได้ออกไปต่อว่าอาสาวที่หน้าบ้านซึ่งในขณะนั้นทางอาผู้ชายที่เป็นคนเสียชีวิตก็ได้ยืนอยู่ด้วย

ซึ่งทั้งสามคนกำลังทะเลาะกันเรื่องการเปิดเพลงเสียงดังอยู่ แต่ระหว่างนั้นพ่อของนายแบงค์ ซึ่งก็คือนายพิทยา ไม่รู้ว่ามาอย่างไร ได้ถือปืนมาทางด้านหลังของนายแบงค์ หลังจากนั้นเอาปืนยิงอาทั้งสองคนทันที ทำให้นายแบงค์ที่อยู่ในเหตุการณ์ตกใจและห้ามพ่อไม่ทัน ซึ่ง่หลังจากที่นายพิทยายิงน้องทั้งสองคนเสร็จก็ได้ขับรถหนีไป และนายแบงค์จึงได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูและมารับคนบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้นายสัญชัย ที่เป็นน้องชาย เสียชีวิตคาที

และน้องสาวชื่อ นางสาว มงคลพร บาดเจ็บสาหัส ส่วนนายพิทยาคนยิงนั้นตอนนี้อยู่ระหว่างการหลบหนี แต่นายแบงค์ได้บอกว่าเมื่อช่วงเช้าของวันที่  7 เดือนพฤษภาคม นายพิทยาได้ติดมาคุยกับภรรยาแล้วว่าจะเข้ามอบตัวกับตำรวจในวันที่ 8 เดือนพฤษภาคม แต่ไม่รู้ว่าตอนกี่โมง ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องญาติๆก็ยังไม่ได้คุยกันถึงเรื่องนี้เลย ส่วนตัวแล้วนายแบงค์รู้สึกเสียใจ

เพราะไม่คิดว่าแค่การเปิดเพลงเสียงดังจะทำให้มีเรื่องถึงกับต้องยิงกันตาย ซึ่งตัวนายแบงค์เองคิดว่าน่าจะมีเรื่องอื่นที่มากกว่านี้แต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร เพราะปกติแล้วนายพิทยากับน้องทั้งสองคนไม่ค่อยจะพูดกันดีดีอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เจอหน้ากันก็จะทะเลาะกันตลอด เรื่องนี้ต้องรอให้นายพิทยาเป็นคนบอกเหตุผลในการก่อเหตุในครั้งนี้เองอีกที

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  rb88 ล็อกอิน

ฟ้าผ่าโดนเสาไฟฟ้าแรงสูงทำสายไฟขาดสบัด

ฟ้าผ่าโดนเสาไฟฟ้าแรงสูงทำสายไฟขาดสบัด

ฟ้าผ่าโดนเสาไฟฟ้าแรงสูงทำสายไฟขาดสบัดมาโดนกระบะที่ขับอยู่บนถนนเกิดไฟไหม้คอกคนขับเสียชีวิต

           ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีพายุเข้าทำให้บางพื้นที่มีฝนตกหนักและมีลมแรงและฟ้าผ่าซึ่งมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายนปีพศ. 2563 โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เปิดที่ถนนสายหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีเหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นเมื่อชายสูงอายุคนหนึ่งวัย 60 ปีกำลังขับรถมาตามท้องถนนเพื่อจะเดินทางไปซื้อของแต่ระหว่างทางเกิดมีฝนตกหนักและฟ้าผ่าเกิดขึ้นในจังหวะที่เขากำลังขับรถผ่านไปตรงจุดนั้นพอดีฟ้าเกิดผ่านไปที่ต้นเสาไฟฟ้าแรงสูงโดนสายไฟแรงสูงขาดและสายไฟสะบัดมาโดนรถปิคอัพที่เขากำลังขับอยู่ทำให้เกิดไฟลุกท่วมลดทันทีและไฟก็ครอกชายชราวัย 60 ปีเสียชีวิตคารถ

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความชอบให้กับหลายคนที่เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมากเนื่องจากว่าในขณะที่เกิดเหตุการณ์นั้นมีผู้คนที่ขับรถตามรถของชายชรามาหลายคันเลยรถบังคันมีกล้องติดอยู่ที่หน้ารถก็จะสามารถถ่ายเห็นจังหวะที่ฟ้าผ่าลงมาแล้วไปโดนเสาไฟรวมถึงจังหวะที่รถของชายชราปิดไฟขึ้นมาซึ่งทราบชื่อต่อมาภายหลังว่าชายสูงวัยคนดังกล่าวชื่อว่านายอุทิศหลังจากที่ทำการดับไฟที่เผารถได้แล้วจึงนำร่างคนขับออกมา  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางมายังจุดเกิดเหตุและสอบถามผู้ที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ให้ข้อมูลตรงกันว่าขณะที่รถของชายชราขับออกมาแล้วโดนกระแสไฟฟ้าผ่านมา

โดนที่รถนั้นน่าจะเป็นช่วงจังหวะที่พอไฟลุกแล้วชายชราก็พยายามจะหนีแต่เนื่องจากว่าจังหวัดที่ไฟไหม้นั้นสายไฟก็กระแทกมาที่รถและเกิดกระแสไฟฟ้าช๊อตทำให้ชายชราไม่สามารถออกจากรถได้ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าชายชราน่าจะเสียชีวิตจากการถูกไฟช็อตก่อนที่จะถูกไฟเผาไหม้

        เหตุการณ์ในครั้งนี้ลูกสาวของผู้เสียชีวิตได้ให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าพ่อของตนเองนั้นเดินทางมาจากจังหวัดลำพูนเพื่อมาเชียงใหม่เพื่อที่จะมาที่โกดังขายหอมแดงเพื่อที่จะเอาไปขายแต่ก็มาประสบเหตุแบบนี้ซะก่อน

         เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์สุดวิสัยจริงๆที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทันเพราะว่าผู้ประสบเหตุเองก็ประสบเหตุช่วงในขณะที่ฝนตกหนักและยังมีเรื่องของไฟฟ้าแรงสูงเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้คนที่จะเข้ามาช่วยเหลือไม่สามารถที่จะเข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงทีอย่างไรก็ดีช่วงนี้เป็นช่วงที่ฝนตกบ่อยครั้งและมีฝนฟ้าคะนองเป็นอย่างมาก

ซึ่งเรามักจะพบเห็นเหตุการณ์ฟ้าผ่าอยู่เป็นประจำเดือนนั้นในช่วงที่มีฝนตกลงมาเราจึงควรที่จะระมัดระวังเป็นพิเศษหากใครที่อยู่ตรงพื้นที่โล่งก็ควรจะหาที่กำบังเพื่อป้องกันฟ้าผ่าและไม่ควรเปิดใช้โทรศัพท์มือถือเพราะจะเป็นฉนวนดึงไฟฟ้าให้ผ่าลงมาได้และที่สำคัญหาฝนตกฝนใต้ต้นไม้เพราะส่วนใหญ่แล้วฟ้าจะผ่าลงมาตรงต้นไม้

ข่าวของกลางเก็บยาเสพติด

ข่าวของกลางเก็บยาเสพติด

เสียงสะท้อนของประชาชนที่ต่างไม่เห็นด้วยกับการที่จะต้องเก็บ ยาเสพติด ให้โทษของกลางเอาไว้ในคลังในยาเสพติดได้เป็นเวลากว่าประมาณ30ปี หากแม้ว่ายังไม่มีคำตัดสินจากศาลในชั้นต้นถึงแม้ว่าในแต่ละปีนั้นจะมีการนำเอายาเสพติดดังกล่าวเอาออกมาเผาทำร้ายกันอยู่เป็นประจำแต่ที่มากสุดก็ทำได้มากแค่เพียงในปีละครั้ง

และในแต่ละครั้งนั้นก็เผาทำรายได้เป็นเพียงปีละ3,000กิโลกรัมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและจึงได้เกิดปัญหาของยาเสพติดที่ค้างอยู่ในคลังเป็นจำนวนมากมายมหาสารและอาจจะเกิดปัญหาในการสูญหายออกไปจากในคลังเก็บ อย่างล่าสุดที่ได้นำเอาออกมาเผาได้แค่เพียงประมาณ3,094กิโลกรัมเท่านั้น

และยังคงหลงเหลืออยู่ภายในคลังประมาณอีก40ตัน หรือ ประมาณ40,000กิโลกรัม ที่ยังไม่ได้ถูกนำเอาออกมาเผาทำรายเพราะยังติดขัดอยู่ในข้อของกฏหมายบ้างมาตรา ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช2522 ที่ในคดีของยาเสพติดจะมีอายุความนานประมาณถึง30ปี หรือในจนกว่าที่จะมีคำตัดสินออกมาจากศาลชั้นต้นว่าให้ริบของกลางได้

ซึ่งในส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเวลานานเป็นสิบปีกว่าศาลชั้นต้นจะสินของผลคดีออกมาและยิ่งหากว่าเป็นคดีที่ไม่มีผู้ต้องหายิ่งแล้วใหญ่นานกว่า30ปี นั้นก็ยังคงจะมีให้เห็นจากเหตุผลเงื่อนไข เวลาของข้อกฏหมายดังกล่าวมันจึงได้เป็นกำลังได้สร้างปัญหาให้กับทางสำนักงานคณะกรมการอาหารและยาหรือว่า อย.  เป็นผู้ที่มีหน้าที่หลักในการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลางที่ได้ผ่านการตรวจวิเคาระห์แล้วจากในทั่วประเทศเอามารวมกันไว้ในคลังยาเสพติดของ อย. เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

จากในพื้นที่จริงนั้นเก็บได้เพียงแค่ประมาณ25ตัน ทุกวันนี้จะต้องทำการต่อชั้นเป็นแนวตั้งเพื่อให้เก็บบได้ในปริมาณในความจุมากที่สุด สำหรับในการของบประมาณกว่าร้อยล้านบาทในปีในงบประมาณหน้ามันจึงเป็นหนึ่งในสองแนวทางที่ทาง อย. ได้เห็นว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดมีพื้นที่เก็บยาเสพติดได้เพิ่มอีกจำนวนมหาสาร

และมีแนวโน้มว่าปริมาณยาเสพติดจะมีการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเพราะจากข้อมูลคดีของยาเสพติดยังพบว่ายังมีคดีค้างอยู่ตอนนี้ที่ศาลชั้นต้นอีกประมาณกว่าสองแสนคดี และอีกหนึ่งแนวทางคือการแก้ไข้ในข้อกฏหมายในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช2522 ในมาตราที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ อย. สามารถเผาทำรายยาเสพติดให้โทษของกลางได้แม้การตัดสินในคดีความในศาลชั้นต้นจะยังไม่เสร็จสิ้น

ยกตัวอย่างเช่น หากยึดยาเสพติดของกลางมาได้จำนวน100กิโลกรัมก็ควรที่จะมีการกำเนิดว่าสามารถกันยาเสพติดเอาไว้เป็นจำนวนเท่าไหร่เพื่อไม่ให้กระทบต่อการพิจารณาคดีส่วนจำนวนที่เหลือก็สามารถนำเอาไปเผาทำรายได้ก่อนที่คดีนั้นถึงที่สุดเพราะเท่าที่เห็นก็ไม่ควรมีคดีไหนเมื่อไปถึงศาลอุทธรณ์แล้วทางศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งให้นำยาเสพติดของกลางมาตรวจพิสูจน์ใหม่สักครั้งเดียว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  BK8

จากกรณีที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเสียชีวิต

จากกรณีที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเสียชีวิต

สัปเหร่อโหลดตั้งแต่เผาศพเหยื่อติดเชื้อไวรัสโคโรน่าครอบครัวมีแต่คนรังเกียจ

       จากกรณีที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเสียชีวิตและทางวัดได้มีการรับศพไปบำเพ็ญกุศลและดำเนินการเผาศพให้โดยมีสัปเหร่อประจำวัดเป็นผู้ดำเนินการเผาให้นั้น   ทางด้านสัปเหร่อที่เป็นผู้เผาศพให้กับครอบครัวของผู้ติดเชื้อได้ออกมาขอความเห็นใจผ่านทางผู้สื่อข่าวเนื่องจากหลังจากที่มีการเผาศพผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าไปครอบครัวของสัปเหร่อได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพราะเมื่อมีคนรู้เรื่องว่าสัปเหร่อเป็นคนเผาศพผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าต่างก็พากันรังเกียจตัวสัปเหร่อเองเพราะว่าเกรงว่าจะมีเชื้อไวรัสโคโรน่าที่ติดมากับตัวสัปเหร่อรวมถึงเมียของสัปเหร่อก็ถูกรังเกียจเช่นเดียวกันซึ่งล่าสุดเมียของสัปเหร่อถูกสั่งให้พักงานเป็นเวลานานถึง 14 วันด้วยกันเพียงเพราะว่าสามีไปเผาศพคนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่นายเอกสิทธิ์ชายวัย 70 ปีเจ็บป่วยเสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วญาติไม่สามารถที่จะหาที่เผาศพให้ได้จนล่าสุดมีวัดแห่งหนึ่ง  อยู่เขตมีนบุรีทำการจัดงานศพให้นายเอกสิทธิ์ไปเมื่อวันที่ 25 เดือนมีนาคมแต่หลังจากที่มีการจัดงานศพให้เรียบร้อยแล้วนั้นผลปรากฏว่าทางสัปเหร่อเองกับพบปัญหา

เนื่องจากชาวบ้านรังเกียจที่สัปเหร่อไปทำการเผาศพให้กับคนติดเชื้อไวรัสโคโรน่าช่วยผลกระทบนี้ไม่ได้โดนที่สัปเหร่อคนเดียวแต่คนในครอบครัวของสัปเหร่อคนนี้โดนหมดไม่ว่าจะเป็นลูกหรือแม้แต่ภรรยาโดยมีภรรยาของสัปเหร่อเป็นลูกจ้างรายวันเท่านั้นหลังจากที่ ทำงานของภรรยาสัปเหร่อรู้เรื่องเข้าว่าสามีของเธอไปทำการเผาศพให้กับผู้ที่มีอาการติดเชื้อไวรัสโคโรน่ามาทางบริษัทก็สั่งพักงานภรรยาของสัปเหร่อคนนั้นทันทีโดยให้กับตัวเป็นระยะเวลา 14 วัน

ซึ่งทางสัปเหร่อเองก็เป็นกังวลใจว่าช่วงที่มีการกักตัวนั้นภรรยาจะไม่ได้รับเงินเดือน แผนที่บริษัทก็ยังบอกให้ไปตรวจการติดเชื้อไวรัสโคโรนาโดยต้องมีเอกสารจากทางโรงพยาบาลไปเป็นหลักฐานยืนยันด้วยซึ่งปัญหาตรงนี้สร้างความเสียหายให้กับสัปเหร่อเป็นอย่างมากเพราะมันต้องมีค่าใช้จ่ายหลายพันบาทโดยตัวสัปเหร่อเองกับภรรยาก็ไม่ได้เป็นคนที่มีเงินมากนัก

    ผลกระทบนี้ตั้งสัปเหร่อยืนยันอ่านหนังสือว่าคุณหมอที่โรงพยาบาลออกมายืนยันให้แล้วว่าผู้ที่ตายไปแล้วเชื้อไวรัสโคโรน่าก็จะตายตามผู้ที่ติดเชื้อดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะมีการแพร่เชื้อเพราะทุกอย่างหลังจากที่มีการทำเสร็จไม่ว่าจะเป็นการเผาศพตัวสัปเหร่อเองก็มีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อรวมถึงสถานที่ต่างๆภายในวัดที่มีการนำศพไปตั้งไว้ก็มีการฉีดยาฆ่าเชื้อทั้งหมด

ดังนั้นไม่มีใครติดเชื้อไวรัสโคโรน่าอาการเผาศพแน่นอนโดยทางสัปเหร่อยังฝากมาบอกอีกด้วยว่าให้นึกถึงคนที่ตายไปแล้วบ้างว่าเขาก็ตายไปแล้วถ้าไม่มีใครทำการเผาศพให้กับเขาแล้วศพของเขาจะไปเผาที่ไหนให้นึกถึงใจเขาใจเรา 

ปิดหมู่บ้านโป่งเจริญเพื่อควบคุมเชื้อไวรัส

ปิดหมู่บ้านโป่งเจริญเพื่อควบคุมเชื้อไวรัส

ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ทางด้านของท่านผู้ว่ามีการสั่งให้ควบคุมพื้นที่ของหมู่บ้านโป่งเจริญ 12 โดยทางผู้ว่าการมีการสั่งให้ปิดหมู่บ้านเป็นระยะเวลา 14 วัน ฝนตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 เดือนมีนาคมและจะไปจบวันที่ 12 เมษายน เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นรวดเร็วอย่างมากและประชาชนในหมู่บ้านพากันตกใจเป็นอย่างมากเพราะว่าคำสั่งนี้เป็นคำสั่งแบบเร่งด่วนที่ไม่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้าไว้เลยสำหรับหมู่บ้านดังกล่าวนี้จะแตกต่างจากกรุงเทพฯที่คนกรุงเทพฯยังสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้

แต่สำหรับหมู่บ้านตกลงเจริญนี้จะไม่สามารถเดินทางออกนอกหมู่บ้านหรือเข้าไปในเขตหมู่บ้านได้อีกเลย สำหรับหมู่บ้านโป่งเจริญนี้มีประชากรในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 1900 คน ซึ่งทางผู้ว่าได้มีการแบ่งโซนในการปิดพื้นที่ มีแบ่งออกเป็นโซน A B C ที่ถูกปิดไม่ให้ออกมาก็คือโซนชั้นในสุดซึ่งเป็นโซน A บ้านในครั้งนี้ชาวบ้านไม่ได้รับความเดือดร้อนแต่อย่างใด

เนื่องจากทางผู้ว่าได้มีการสั่งการเอาไว้แล้วว่าให้ดูแลชาวบ้านเป็นอย่างดีด้วยการเตรียมอาหารไว้ให้พร้อมให้ประชาชนได้มีกินทั้งหมด 3 มื้อด้วยกันโดยจะมีเจ้าหน้าที่นำมาแจกจ่ายให้ในช่วงเช้ากลางวันและเย็นซึ่งหากใครต้องการมากก็สามารถขอเพิ่มได้ ซึ่งจากการสอบถามทางผู้ว่าเหตุใดจึงเร่งไม่มีการประกาศออกมาก่อนว่าจะมีการปิดหมู่บ้านทางผู้ให้เหตุผลว่าหากมีการประกาศออกมาก่อนชาวบ้านในหมู่บ้านก็จะพากันอพยพออกจากหมู่บ้านกันหมด

ซึ่งทำให้ไม่สามารถกับตัวผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าและนำมารักษาตัวได้ดังนั้นการปิดหมู่บ้านแบบทันทีโดยไม่ให้ชาวบ้านรู้ตัวมาก่อนนั้นจะทำให้ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่ายังคงอยู่ในหมู่บ้านและทางผู้ว่าก็ได้พาทีมแพทย์ลงพื้นที่เข้าไปทำการตรวจชาวบ้านในหมู่บ้านและกันผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสกรุณาออกมาเพื่อทำการรักษา

ซึ่งถ้าทำแบบนี้จะทำให้รู้ว่าชาวบ้านคนไหนบ้างที่ป่วยและคนไหนบ้างที่ปลอดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาซึ่งจะทำให้โซน a ซึ่งมีผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสโคโรน่าจำนวน 3 คนกลายเป็นโซนที่ไม่มีการแพร่เชื้อในทันทีได้เลยเนื่องจากว่าทางผู้ว่าการก็จะนำตัวผู้ป่วยและบุคคลที่มีความเสี่ยงออกมาทำการรักษาซึ่งชาวบ้านเมื่อทราบเหตุผลต่างก็ไม่มีใครที่จะคัดค้านการกระทำของทางผู้ว่าดังกล่าว

และเมื่อมีการเคลียร์จำนวนผู้ติดเชื้อได้เรียบร้อยแล้วทางผู้เองก็ได้มีการประกาศยกเลิกการปิดหมู่บ้านของหมู่บ้านโปร่งเจริญเรียบร้อยแล้วโดยชาวบ้านต่างก็พากันดีใจเป็นอย่างมากที่จะสามารถเดินทางเข้าออกหมู่บ้านกันได้ตามปกติ

จับชายป่วยจิต ที่มาป้ายน้ำลายได้เรียบร้อยแล้ว

จับชายป่วยจิต ที่มาป้ายน้ำลายได้เรียบร้อยแล้ว

จับชายป่วยจิต ที่มาป้ายน้ำลายภายในสถานีรถไฟฟ้า BTS ได้เรียบร้อยแล้ว

         เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 20 เดือนมีนาคมปี 2020 วิธีรักษาความปลอดภัยของสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีหนึ่งได้มีการนำคลิปวีดีโอไปแจ้งความที่สถานีตำรวจให้ติดตามตัวชายผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นตัวกลางในการเผยแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่าเนื่องจากว่ามีการจับภาพได้จากกล้องวงจรปิดผู้ชายคนดังกล่าวได้เดินเข้าไปในลิฟท์ของสถานีรถไฟฟ้า BTS สาขาสนามกีฬาแห่งชาติ

หลังจากนั้นชายคนดังกล่าวได้มีการบ้วนน้ำลายและนำไปป้ายตามผนังลิฟต์ หรือตามมุมต่างๆภายในลิฟท์และเมื่อทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในยามที่จะเข้าไปพูดคุยด้วยใช้คนเก่าก็ได้วิ่งหนีหายไป ภายหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งความและตรวจสอบคลิปวีดีโอก็พบว่ากล้องวงจรปิดได้จับภาพหน้าตาใช้คนร้ายได้อย่างชัดเจน

จึงได้ประสานงานติดตามหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีซึ่งในวันนี้เองทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการประสานงานแจ้งกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของสถานีรถไฟฟ้า BTS และว่าเจอตัวชายเสื้อดำที่ก่อเหตุที่สถานีรถไฟฟ้า BTS สาขาสนามกีฬาแห่งชาติได้แล้วด้วยจากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าชายคนดังกล่าวให้การปฏิเสธเกี่ยวกับการเข้าไปแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่าตามที่ทางเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟฟ้า BTS กล่าวหาโดยต้องให้เหตุผลการกระทำที่ได้ทำภายในลิฟต์นั้น

ว่าเนื่องจากว่ามือของเขาเพื่อนเขาจึงต้องการหาที่เช็ดมือซึ่งไม่รู้จะเช็ดที่ไหนจึงได้เอามือเช็ดไปตามกำแพงของผนังภายในลิฟท์ของรถไฟฟ้าแต่ไม่ได้มีเจตนาที่จะมีการสร้างความเสื่อมเสียให้กับสถานีรถไฟฟ้าหรือว่าตนเองก็ไม่ได้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแต่อย่างใดซึ่งในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำการส่งชายคนดังกล่าวไปทำการตรวจสอบที่โรงพยาบาล

เพื่อเช็คว่าใช้ดังกล่าวมีอาการทางจิตหรือไม่เนื่องจากตรวจสอบหลักฐานที่ตัวเบื้องต้นแล้วไม่พบหลักฐานของบัตรผู้ป่วยโรคจิตแต่หากพบว่าชายที่เกิดเหตุมีอาการป่วยทางจิตจริงก็จะส่งตัวไปรักษาต่อไปแต่ถ้าหากว่าทางคุณหมอยืนยันออกมาแล้วว่าใส่เสื้อดำที่ก่อปัญหาที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ไม่ได้มีอาการทางจิตก็จะมีการดำเนินคดีในข้อหาสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นแล้วก็สร้างความสกปรกและความเสียหายให้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS

       จากกรณีนี้จะเห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่เริ่มเจอสติแตกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าและแสดงพฤติกรรมออกมาได้น่ารังเกียจซึ่งหากตรวจสอบออกมาแล้วจะมีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจริงแสดงว่าสิ่งที่เขาทำเป็นการตั้งใจที่จะแพร่เชื้อโรคให้กับคนอื่นไปติดตามเขาด้วยซึ่งถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวเป็นอย่างมากและชายคนนั้นก็ควรจะได้รับการลงโทษตามกฎหมายอย่างรุนแรงเพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป

อย่างฮาเมื่อรัฐมนตรีให้พระสวดมนต์ไล่ไวรัสโควิด -19 

อย่างฮาเมื่อรัฐมนตรีให้พระสวดมนต์ไล่ไวรัสโควิด -19 

 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเรามาถึงยุคที่บทสวดมนต์สามารถช่วยขับได้เชื้อไวรัสออกจากประเทศได้แล้วโดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อมีรัฐมนตรีท่านหนึ่งคือนายเทวัญได้ออกมาแถลงการณ์ประกาศว่าในช่วงตอนเย็นจะมีการนิมนต์พระหลายร้อยรูปเพื่อทำการสวดมนต์สำหรับขับไล่เชื้อไวรัสโควิด -19 โดยจะมีการตรวจทุกเย็นซึ่งทางรัฐมนตรีเทวัญแจ้งว่าบทสวดที่พระสงฆ์จะนำมาสวดนี้จะเป็นบทสวดรัตนสูตรโดยรัฐมนตรีแจ้งว่าได้มีการปรึกษาหารือกับนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชาเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นดีเห็นงามกับความคิดนี้ด้วยโดยยังบอกอีกว่าการที่ให้พระสงฆ์สวดบทรัตนสูตรนั้นมีกันมาตั้งแต่โบราณแล้วเป็นการสวดขับไล่สิ่งที่ไม่ดีซึ่งถือว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ก็คือสิ่งไม่ดีเช่นเดียวกันดังนั้นการใช้พระสงฆ์มาทำการสวดบทสวดรัตนสูตรสามารถช่วยให้ประชาชนมั่นใจว่าประเทศไทยจะผ่านพ้นวิกฤตปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสครั้งนี้ไปได้แต่อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีเทวัญได้ออกมาประกาศผ่านทางสื่อมวลชนว่าจะให้ประชาชนเปิดฟังบทสวดรัตนสูตรนี้จากที่บ้านเท่านั้นไม่จำเป็นต้องมาร่วมสวดมนต์ด้วยกันที่วัดเพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อไวรัสสามารถแพร่กันได้

เนื่องจากว่าถ้ามีการรวมกันหลายคนอาจจะมีการติดเชื้อโรคจากกันได้แล้วเมื่อไหร่คนได้เห็นข่าวนี้ออกมาต่างก็มาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากถึงความคิดของรัฐมนตรีท่านนี้โดยต่างก็มองว่าถ้าหากพระสงฆ์สามารถเกิดเชื้อไวรัสโควิด -19 ได้แล้วรัฐบาลไทยจะมีกระทรวงสาธารณสุขไว้เพื่อสิ่งใดซึ่งโดยปกติแล้วอ่านข่าวมาในช่วง 1 เดือนนี้จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นประเทศเกาหลีหรือประเทศอื่นๆบางประเทศที่มีความเชื่อความศรัทธาในแบบแปลกๆแบบนี้ในการแก้ไขปัญหาไวรัสแต่ไม่คิดว่าประเทศไทย

ก็จะมาพบจุดจบเช่นเดียวกันแบบนี้เกี่ยวกับเรื่องของความงมงายซึ่งคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีรวมถึงคนที่เป็นรัฐมนตรีร่วมในรัฐบาลนี้ไม่น่าจะมีแนวความคิดแบบนี้ขึ้นมาทำให้เราสามารถมองเห็นได้ว่าระดับมันสมองของรัฐบาลชุดนี้เป็นแบบไหนและเราสามารถที่จะพึ่งพารัฐบาลชุดนี้ได้มากน้อยแค่ไหน หากว่าบทสวดรัตนสูตรสามารถที่จะขับไล่เชื้อไวรัสออกไปได้ในอนาคตเราควรจะยุบกระทรวงสาธารณสุขไปเพราะเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างสูญเปล่า

เนื่องจากว่าแค่เพียงขับไล่เชื้อไวรัสด้วยการสวดมนต์รักษาโรคด้วยการสวดมนต์เราก็หายจากการติดเชื้อไวรัสพวกนี้แล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีกระทรวงสาธารณสุขเอาไว้เพื่อผลาญงบประมาณแผ่นดิน จากการที่หลายคนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของรัฐบาลชุดนี้คงต้องรอดูกันว่านายเทวัญยังจะมีการรวบรวมพระสงฆ์เพื่อมานำบทสวดมนต์ขับไล่เชื้อไวรัสนี้อยู่หรือไม่ 

Theme: Overlay by Kaira Extra Text
Cape Town, South Africa